https://mail.google.com/mail/u/0?ui=2&ik=fb1036a398&attid=0.1&permmsgid=msg-f:1611220453590653037&th=165c3477471d586d&view=att&disp=safe https://www.latindex.org/latindex/ficha?folio=28152

Comentários do leitor

Google àµÃÕÂÁ»ÃѺ Link Attributes ¤ÃÑé§ãËÁè ÁռšѺ SEO ÍÂèÒ§äà µéͧÃÙé

por Sondra Darbyshire (2020-01-13)


ทำ SEO 2020 - http://oaonline.dk/index.php?option=com_k2&view=itemlist&task=user&id=109981; "Google เตรียมปรับ Link Attributes ครั้งใหม่ มีผลกับ SEO อย่างไร ต้องรู้! - รับทำ SEO ติดหน้าแรก 100% การันตี ไม่ติดคืนเงินทันที","

การเปลี่ยนแปลงบนโลกอินเทอร์เน็ตถือเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้ทำเว็บไซต์ต้องรู้ เพราะทุกการเปลี่ยนแปลงหมายถึงการที่คุณจะต้องปรับตัวและพัฒนาธุรกิจเว็บไซต์ของคุณให้ก้าวทันความเปลี่ยนแปลงนั้นอยู่เสมอ ไม่เช่นนั้นแล้วเว็บไซต์ของคุณอาจตกอันดับก็เป็นได้

ซึ่งล่าสุดเว็บไซต์ยักษ์ใหญ่อย่าง Google ก็ได้ออกมาประกาศถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่เกี่ยวกับ Link Attributes (คุณสมบัติของลิงค์) ให้ผู้ดูแลเว็บไซต์ได้ทราบกัน เพราะการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้จะมีผลต่อการจัดอันดับเว็บไซต์ของคุณด้วย และก่อนที่คุณจะได้รู้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นกระทบต่อเว็บไซต์ของคุณมากแค่ไหน เรามาทำความเข้าใจกับสิ่งที่คุณต้องเตรียมรับมือกันก่อนค่ะ

ย้อนไปในปี 2005 หรือเมื่อ 14 ปีที่แล้ว กูเกิลแนะนำให้เรารู้จักกับ Nofollow Attribute หรือคำสั่งพิเศษที่ช่วยให้เราต่อสู้กับสแปมความคิดเห็นที่อาจจะเนียนเข้ามาแสดงความคิดเห็น แล้วแอบใส่ลิงค์เพื่อที่จะดึงดูดให้ Users (ผู้ใช้) ที่เข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์ของคุณ คลิก Backlink (ลิงค์ที่เปลี่ยนเส้นทางจากเว็บหนึ่งไปสู่เว็บหนึ่ง) นั้น เพื่อเปลี่ยนเส้นทางไปยังเว็บไซต์ของตนเอง

ด้วยเหตุนี้เองกูเกิลจึงต้องปรับ Link Attributes เพื่อให้ผู้ดูแลเว็บไซต์ตระหนักถึงที่มาของลิงค์เพื่อลดสแปม รวมทั้งทราบลักษณะเฉพาะของลิงค์ด้วยการเพิ่ม Link Attributes ขึ้นมาใหม่ ได้แก่

rel="sponsored": ใช้ในกรณีที่ลิงค์นั้นๆ มีผู้สนับสนุนโดยการซื้อโฆษณาหรือจ่ายเงินให้กับเรา เพื่อที่ Google จะได้จัดเก็บข้อมูลแบ็คกราวด์ของลิงค์ดังกล่าว และไม่นำมาจัดอับดับรวมกับ Nature Link (ลิงค์ที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือซึ่งมักถูกใช้อ้างอิง)

rel="ugc": ugr ย่อมาจาก User Generated Content ใช้ในกรณีเช่นเดียวกับเจ้าของเว็บไซต์ ตัวอย่างเช่น หากคุณมีฟอรัมในเว็บไซต์ของคุณเนื่องจากเนื้อหานั้นถูกสร้างโดยผู้ใช้ รวมทั้งความคิดเห็นต่างๆ ที่เป็นลิงค์จาก ผู้ใช้ที่เข้าชมเว็บไซต์ของคุณ ทั้งนี้เพื่อเป็นการบอกว่าลิงค์นั้นๆ มีที่มาจากไหนนั่นเอง

และสำหรับ rel = "nofollow": ให้คุณตั้งค่า Nofollow เมื่อไม่ต้องการให้ Googlebot เชื่อมโยงเว็บไซต์ของคุณไปยังเว็บเป้าหมายปลายทาง เพื่อเพิ่ม Traffic (การเข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์) ให้กับเว็บไซต์ที่คุณไม่ได้นำเข้า Backlink ต่างๆ ด้วยตนเอง เพื่อไม่ให้ค่า PageRank (การจัดอันดับคุณภาพของหน้าเว็บเพจ) กับหน้าเว็บเพจของผู้ที่จะมาฉวยโอกาสหาผลประโยชน์จากเว็บไซต์ของคุณ

ซึ่งปกติแล้วกูเกิลจะไม่สนใจกับลิงค์ที่มีโค้ด Nofollow แต่ทว่า การเปลี่ยนแปลงที่กำลังจะเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้กูเกิลจะหันมาติดตาม Nofollow เนื่องจากลิงค์ Nofollow เป็นลิงค์ที่มีข้อมูลที่สามารถช่วยปรับปรุงการค้นหา เช่น คำอธิบายของลิงค์เนื้อหาว่าจะชี้ไปที่ใด การดูลิงค์ทั้งหมดจะสามารถช่วยให้กูเกิลเข้าใจรูปแบบการเชื่อมโยงที่ผิดธรรมชาติ (ลิงค์ที่แฝงไปด้วยสแปม) ได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการเปลี่ยนไปใช้โมเดลคำใบ้ หรือ Hint 

อ่านมาถึงตรงนี้ คุณอาจจะมีคำถามเกิดขึ้นในหัวมากมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลง Link Attributes ของกูเกิล เช่น คุณต้องเปลี่ยนการตั้งค่าลิงค์ Nofollow ที่มีอยู่หรือไม่ คำตอบก็คือ ไม่จำเป็นค่ะ หากคุณใช้ค่า Nofollow แบบเดิมในตอนนี้เพื่อปิดกั้นลิงค์ภายนอกที่คุณไม่ได้รับรอง 

หรืออนุญาตให้เว็บไซต์อื่นใช้เว็บไซต์ของคุณเป็นทางผ่าน Backlink ที่เชื่อมโยงไปสู่เว็บไซต์ของพวกเขาโดยตรง การตั้งค่านี้จะยังคงได้รับการสนับสนุนต่อไป ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนลิงค์ใดๆ ที่คุณมีอยู่แล้ว

ต่อด้วยอีกข้อคำถามหนึ่งคือ คุณสามารถใช้ค่า rel มากกว่าหนึ่งค่าในลิงค์ได้หรือไม่? สำหรับคำตอบข้อนี้ กูเกิลให้คำตอบว่า คุณสามารถทำได้ โดยคุณสามารถใช้ค่า rel มากกว่าหนึ่งค่าในลิงค์ 

ตัวอย่างเช่น rel = "ugc เพื่อบ่งบอกว่าลิงค์นั้นมาจากเนื้อหาที่ผู้ใช้สร้างขึ้นและได้รับการสนับสนุน นอกจากนี้ยังสามารถใช้ Nofollow กับแอตทริบิวต์ใหม่ได้เช่น rel = "nofollow ugc"  หากคุณต้องการใช้งานร่วมกับบริการที่ไม่สนับสนุนคุณลักษณะใหม่

และถ้าคุณต้องการใช้ Nofollow สำหรับโฆษณาหรือลิงค์ผู้สนับสนุน คุณก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงอะไรเช่นกัน คุณสามารถใช้ Nofollow เป็นวิธีการตั้งค่าสถานะการเชื่อมโยงดังกล่าวเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกลงโทษจาก Google นอกจากนี้ คุณไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนมาร์กอัป (Markup ภาษาที่แสดงข้อมูล รูปแบบ โครงสร้าง และข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องไว้ด้วยกัน) ที่สำคัญอย่าลืมใส่โค้ด rel="sponsored" ลงไป

อย่าลืมว่าการปรับเปลี่ยนลิงค์ของคุณให้เป็นไปตาม Link Attributes ที่กูเกิลกำหนดจะช่วยส่งผลทำให้คุณไม่ถูกจับตามองจากกูเกิล ที่สำคัญการใช้โค้ด use rel="sponsored" หรือ rel="nofollow" ยังช่วยลดความเสี่ยงไม่ให้คุณถูกจัดประเภทอยู่พวกเดียวกับ Link schemes หรือ ลิงค์ที่มีจุดประสงค์เพื่อจัดการ PageRank หรือการจัดอันดับของเว็บไซต์ในผลการค้นหาของ Google 

ซึ่งการทำรูปแบบของ Link Schemes อาจได้รับการพิจารณาว่าเป็นส่วนหนึ่งของรูปแบบลิงค์ที่ละเมิดหลักเกณฑ์ของกูเกิล ซึ่งรวมถึงพฤติกรรมใดๆ ที่จัดการลิงค์ไปยังเว็บไซต์ของคุณหรือลิงค์ขาออกจากเว็บไซต์ของคุณโดยไม่ชอบธรรมอีกด้วย

ข้อดีที่คุณควรปรับตัวตาม Link Attributes ของ Google 

การใช้คุณสมบัติใหม่ช่วยให้เว็บไซต์ของคุณสามารถถูกประมวลผลลิงค์ที่ดีกว่าในการวิเคราะห์หาประสิทธิภาพของเว็บไซต์ ซึ่งแน่นอนว่ามันเกี่ยวข้องกับการจัดอันดับเว็บไซต์ทางอ้อม และยังมีส่วนเกี่ยวข้องกับการทำ SEO ร่วมด้วย ซึ่งอาจรวมถึงเนื้อหาบนเว็บไซต์ของคุณเอง 

ยิ่งถ้าคุณปฏิบัติตามกฎของ กูเกิลและทำ SEO อย่างมีคุณภาพ ไม่เข้าข่ายสแปมก็จะส่งผลดีกับเว็บไซต์ของคุณไม่มากก็น้อย นับว่าการพัฒนา " nofollow" วิธีใหม่ ถือเป็นการระบุลักษณะของลิงค์ที่มีประโยชน์มากทีเดียว

Google มีวิธีพิจารณาลิงค์อย่างไร

อัลกอริทึมของ (Algorithm ลำดับของขั้นตอนการคำนวณที่ใช้แก้ปัญหา โดยการเปลี่ยนข้อมูลนำเข้าของปัญหา (Input) ออกมาเป็นผลลัพธ์ (Output)) ของกูเกิลนั้นมีความซับซ้อน และแน่นอนว่ามันฉลาด พวกเขามีวิธีการที่หลากหลายซึ่งอาจจะยังไม่สามารถเปิดเผยได้โดยตรง แต่ถ้าให้คาดเดา กูเกิลอาจจะพิจารณาจากการดูลิงค์ที่คุณเชื่อมโยงภายใน รวมทั้งลิงค์ภายนอกที่เปลี่ยนเส้นทางมายังเว็บไซต์ของคุณ

จุดประสงค์ของการเปลี่ยนแปลงนี้คืออะไร

นี่คือวิธีที่กูเกิลใช้ในการวิเคราะห์ และใช้ลิงค์ในระบบของเว็บไซต์ต่างๆ อย่างเหมาะสมยิ่งขึ้น ซึ่งอาจจะนำไปสู่การดักจับ Backlink ที่ละเมิดกฎของ Google รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในวิธีการที่จะช่วยหาประสิทธิภาพให้กับเว็บไซต์ต่างๆ ด้วยเช่นกัน ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 มีนาคม 2020

ทั้งหมดนี้ส่งผลต่อการทำ SEO หรือไม่ 

เราทุกคนรู้ว่าอัลกอริทึมของ Google นั้นซับซ้อนและยากที่จะเดาออกได้อย่างง่าย แต่ก็เชื่อว่าหนึ่งในผลลัพธ์ที่กูเกิลปรับเปลี่ยน Link Attributes ครั้งนี้ก็คือ ต้องการคัดแยกเว็บไซต์และลิงค์ที่มีคุณภาพ ในขณะเดียวกันก็จะทำการลงโทษเว็บไซต์หรือลิงค์ที่เข้าข่ายสแปม 

และอาจจะเป็นไปได้ว่า Google อาจไม่ได้จัดอันดับเว็บไซต์ที่อยู่ในช่องทางการค้นหาของ Search Engine หรือเว็บไซต์ที่มีการทำ SEO ที่สมบูรณ์ หากแต่เป็นการที่พวกเขาต้องการจัดอันดับเว็บไซต์ที่ผู้คนชื่นชอบมากที่สุดก็เป็นได้ (นี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น)

ดังนั้นคุณจะต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้างประสบการณ์การใช้งานที่น่าทึ่ง การสร้างสินค้าหรือบริการที่ยอดเยี่ยม รวมทั้งการสร้างเนื้อหาที่ดึงดูดใจและสิ่งอื่นๆ ที่คู่แข่งของคุณยังไม่ได้ลงมือทำ

สิ่งหนึ่งที่เราอยากจะแนะนำ ก็คือ ให้คุณสร้าง Contents ที่มีคุณภาพให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ รวมทั้งพยายามที่จะทำให้แต่ละ Contents เชื่อมโยงถึงกันได้ เพื่อที่เว็บไซต์ของคุณจะได้มีบทความที่เกี่ยวข้องและเชื่อมโยงกัน 

และสามารถใช้อ้างอิงทั้งในเว็บไซต์ของคุณเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือสำหรับเว็บไซต์อื่นๆ ที่พวกเขาอาจจะสนใจใน Contents ของคุณและนำไปสู่การสร้าง Backlink คุณภาพด้วยความเต็มใจ โดยที่คุณไม่ต้องทำผิดกฎเกี่ยวกับการทำ Backlink แต่อย่างใด

สุดท้ายนี้คุณควรจะติดตามความเคลื่อนไหวและการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ เพื่อที่จะได้เตรียมรับมือและทันต่อการเปลี่ยนแปลง Link Attributes เพราะสำหรับธุรกิจออนไลน์แล้ว ความรวดเร็วก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้คุณมีชัยเหนือคู่แข่ง

อ้างอิงจาก  https://neilpatel.com/blog/google-link-guidelines/

FacebookTwitterLineCopy LinkShare "