https://mail.google.com/mail/u/0?ui=2&ik=fb1036a398&attid=0.1&permmsgid=msg-f:1611220453590653037&th=165c3477471d586d&view=att&disp=safe https://www.latindex.org/latindex/ficha?folio=28152

Comentários do leitor

เซอร์อเล็กซ์เฟอร์กูสันกล่าวว่า sbothai ที่เขาว่ามีพนันกีฬาทุกประเทและเป็นเบอร์หนึ่งของประเท

por Bethany Rhyne (2019-08-07)


กรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ ณัฐกร วิทิตานนท์ สถาบันหนังไทย หอภาพยนตร์ (องค์การมหาชน) จัดงานประชุมวิชาการด้านภาพยนตร์ครั้งที่ 5 เมื่อวันที่ 31 สิงหาคม 2558
เพื่อสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ด้านภาพยนตร์ไทย รวมถึงการศึกษาค้นคว้าวิจัย และเปิดพื้นที่ให้แก่นักวิชาการด้านภาพยนตร์รุ่นใหม่ได้นำเสนอผลงานการศึกษาในหัวข้อที่ตนเองสนใจ
ธุรกิจภาพยนตร์ฮ่องกงในกรุงเทพฯ หลังสงครามโลกครั้งที่สอง โดยกรพนัช ตั้งเขื่อนขันธ์ กรพนัช เริ่มต้นจากการอธิบายนิยาม "ภาพยนตร์ฮ่องกง" แยกออกจาก "ภาพยนตร์จีน"
ที่มาจากจีนแผ่นดินใหญ่ โดยระบุให้ชัดมากขึ้นว่า ภาพยนตร์ฮ่องกงมีจุดเด่นที่การข้ามพรมแดนรัฐชาติ และความเป็นโลกาภิวัฒน์
ซึ่งมีความเสรีทางความคิดมากกว่าภาพยนตร์จีนที่ผลิตในจีนแผ่นดินใหญ่ที่มีความเป็นสังคมนิยมในเชิงเนื้อหา "ในสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2
ประเทศไทยมีมุมมองแนวคิดเกี่ยวกับลัทธิคอมมิวนิสต์ในทางการทูตแต่ไม่ใช่ในทางวัฒนธรรม ฉะนั้นภาพยนตร์จากจีนแผ่นดินใหญ่ก็ยังสามารถเข้ามาในประเทศไทยได้ แต่หลังจากปี ค.ศ.1958
ที่จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ขึ้นมามีอำนาจ ได้มีการออกนโบายนำเข้าสินค้าจากจีนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ดังนั้น กรุงเทพฯที่มีชุมชนชาวจีนในขนาดใหญ่มาก
ไม่สามารถนำเข้าภาพยนตร์จากจีนแผ่นดินใหญ่ได้อีกต่อไป แต่ว่าคนจีนในกรุงเทพฯ ยังมีความต้องการชมภาพยนตร์จีน นี่จึงเป็นโอกาสที่ภาพยนตร์ฮ่องกงได้ขยายเข้ามาสู่สังคมไทย " กรพนัช
อธิบาย กรพนัช อธิบายว่า ปี ค.ศ. If you sbothai liked this article and sbothai you simply would like to be given more info about sbothai i implore you to visit our own web site. 1955 ฮ่องกงยังประสบปัญหาทางเศรษฐกิจ จึงทำให้ธุรกิจภาพยนตร์ฮ่องกงเห็นว่าตลาดในกรุงเทพน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม
การขยายฐานทางการตลาดในประเทศไทยยังจำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายชนชั้นนำในกรุงเทพฯ โดยเฉพาะกลุ่มปีกขวา ซึ่งความสำเร็จของค่าย "Shaw Brothers" ทำให้เห็นแล้วว่า ผู้ผลิตในฮ่องกงสามารถทำได้
"ที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งคือความพยายามในการเจาะตลาดไทยของShawBrothersการเจาะตลาดที่ไม่ใช่คนจีน ในช่วงทศวรรษที่ 60-70 ที่มีการเล่นกับหนังจีนกำลังภายใน เช่น เดชไอ้ด้วน, เดชไอ้ด้วนใหม่ฯ
ฉะนั้นการเล่นกับประสบการณ์ในการดูภาพยนตร์ ดังนั้นฐานคนดูก็จะไม่ใช่คนจีน หรือคนที่สนใจเรื่องจีนๆ แต่จะเป็นคนกลุ่มใหม่
เพราะว่าการดูหนังจีนกำลังภายในคุณไม่จำเป็นจะต้องเป็นคนจีนหรืออ่านภาษาจีนออก และอีกอย่างคือมันเหาะกันทั้งเรื่อง
โดยที่ไม่ต้องอาศัยความเข้าใจทางวัฒนธรรมอะไรมาก...ซึ่งมันก็เหมือนเวลาที่คุณดูหนัง Cowboy นั่นแหละ คุณจำเป็นต้องเป็นอเมริกันไหม คุณต้องพูดภาษาอังกฤษไหม " กรพนัช กล่าว กรพนัช
กล่าวต่อว่า แต่ในขณะเดียวกันก็เล่นกับความเป็นจีนด้วย ซึ่งคนจีนที่มาอยู่ในไทยย่อมคิดถึงบ้านเกิด เลยสร้างภาพยนตร์ที่ทำให้คลายความคิดถึง คลายความถวิลหา
เพราะฉะนั้นภาพยนตร์ของ Shaw Brothers จึงมักเป็นสิ่งที่ปรับมาจากตำนาน เรื่องเล่า เหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ของจีน เพื่อทำให้หายคิดถึงบ้านบ้าง "โดยสรุปคือ ภาพยนตร์ฮ่องกงในกรุงเทพฯ
หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ทำให้เห็นว่าเป็นภาพยนตร์ที่ไม่เป็นคอมมิวนิสต์ ไม่ค่อยซ้ายเท่าไหร่ และเป็นจีนที่ไม่ล้าหลัง เป็นจีนที่ทันสมัย
นี่จึงทำให้ภาพยนตร์ฮ่องกงประสบความสำเร็จ " กรพนัช กล่าวทิ้งท้าย "เชียงใหม่" กับมายาคติในภาพยนตร์ โดย ณัฐกร วิทิตานนท์ "เชียงใหม่ไม่ได้เป็นตัวของตัวเอง
แต่เชียงใหม่ถูกทำให้เป็นคนอื่นอยู่เสมอ" ณัฐกร อธิบายว่า งานศึกษาชิ้นนี้มองความสัมพันธ์ของ "เมือง กับ "ภาพยนตร์" ในกรณีนี้คือ การศึกษาเมืองเชียงใหม่ในภาพยนตร์ไทยและต่างประเทศ
ซึ่งจากการศึกษาภาพยนตร์ต่างประเทศไม่น้อยกว่า 33 เรื่อง พบว่ามีความแตกต่างเกี่ยวกับภาพสร้างของเชียงใหม่ในภาพยนตร์อยู่ไม่น้อย จุดที่พบคือ
เชียงใหม่มักถูกจำลองให้เป็นสถานที่อื่น อาทิ เวียดนาม โดยส่วนใหญ่เป็นภาพสะท้อนของสงคราม แหล่งผลิตยาเสพติด และต้องมีช้างเป็นส่วนประกอบเสมอ ณัฐกร อธิบายต่อว่า
ในขณะที่ภาพยนตร์ไทยในรอบ 80 ปีที่ผ่านมา นับตั้งแต่ "สาวเครือฟ้า" (2477) พบว่ามีอย่างน้อย 175 เรื่องที่สะท้อนภาพของเชียงใหม่เป็นภาพหนังรัก หนังโรแมนติก
ซึ่งขัดกับภาพสร้างของภาพยนตร์ต่างประเทศอย่างมาก ภาพสร้างของเชียงใหม่มักจะมีความเป็นผู้หญิงซื่อๆ ถูกหลอกได้ง่าย ตรอมใจตายเพราะถูกหลอก พล็อตในลักษณะนี้มีเยอะมาก
เพียงแค่เปลี่ยนชื่อ เช่น "จากสาวเครือฟ้า" สู่ "สาวปอยหลวง" เป็นต้น "หรือภาพยนตร์ในเครือ GTH อย่าง ′เพื่อนสนิท′ ที่ถ่ายในเชียงใหม่และประสบความสำเร็จมากๆ
นั่นก็เป็นการตอกย้ำภาพของเชียงใหม่ที่ห่างไกลจากความจริงอยู่มาก เพราะเป็นเพียงการทำให้เชียงใหม่เป็นเมืองที่น่าอยู่และอากาศดี ซึ่งสวนทางกับความเป็นจริง
เพราะเชียงใหม่กำลังเป็นเมืองที่มีปัญหามากมาย ภาพยนตร์ไทยเหล่านี้จึงเป็นการตอกย้ำภาพจำที่เป็นมายาคติของเชียงใหม่ " ณัฐกร ย้ำ กล่าวโดยสรุปคือ
มายาคติของเชียงใหม่ในหนังต่างประเทศกับหนังไทยมีความแตกต่างกันชัดเจน ขณะที่หนังต่างประเทศพูดถึงปัญหา หนังไทยกลับตอกย้ำเรื่องความเป็นเมืองน่าอยู่ เป็นเมืองที่สวยงาม
โรแมนติก มีแต่ความประทับใจ แต่ความเป็นจริงเชียงใหม่กำลังแย่ และผู้คนก็มีปัญหาด้านสุขภาพมาก